วันพุธที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2554

สุขสม..อารมณ์หมาย..อ่านเรื่องดี..แล้วทุกข์จะน้อยลง

สุขสมจะรู้ไหมว่า อะไร คือ ความจริงของความทุกข์ที่เกิดกับตัวเค้า
หาคำตอบไปกับสุขสมได้แล้วไปกับ "หมื่นตาธรรมะ กับความจริงแห่งทุกข์" นะค่ะ


...มาทดสอบ...EQ..กับเราซิ



ตอนนี้เพื่อนๆคงได้ยินคำว่า "EQ" กันมากขึ้นนะ

และในปัจจุบันนี้ก็เป็นที่ยอมรับกันแล้วนะว่า EQ
หรือวุฒิภาวะทางอารมณ์นั้นมีความสำคัญกว่า IQ

เพราะคนที่มี EQ สูงจะสามารถ แก้ปัญหาต่างๆ และใช้ชีวิตร่วมกับคนในสังคมได้อย่างมีความสุขมากกว่า คนมี IQ สูง แต่ EQ ต่ำ เรามาทดสอบกันดีกว่านะว่า ตัวเองมี EQ มากน้อยเพียงไร


1. แฟนคุณลืมวันเกิดคุณ แม้แต่โทรศัพท์ก็ไม่โทรมา คุณจึง... 
A.ไม่สนใจเพราะเขามักลืมนั่นลืมนี่อยู่เสมอ
B.เสียใจแต่ไม่แสดงให้เขารู้
C.นินทาเขาให้เพื่อนคุณฟังว่าไร้น้ำใจ 

2. เพื่อนบอกคุณว่า ชุดใหม่ที่คุณใส่อยู่ดูไม่ได้เลย คุณรู้สึก... A.ไม่เป็นไรเพราะคุณก็ไม่ชอบรสนิยมเขาเช่นกัน
B.เสียใจ แต่ก็เคารพความเห็นของเขา
C. โกรธ นึกว่าเขาอิจฉาคุณ 
3. คุณกำลังจะออกไปพบแฟนตามนัด
แต่เพื่อนกลับพรวดพราดมาขอความช่วยเหลือเรื่องด่วน.... 
A. ตอบตกลงแล้วขอเลื่อนนัดแฟน
B. แสดงให้เพื่อนเห็นว่าคงช่วยไม่ได้ แล้วหาคนอื่นมาช่วยแทน
C. บอกอย่างเหลืออดว่าช่วยไม่ได้จริงๆ 

4. คุณเคยปล่อยให้ตัวเองร้องไห้ฟูมฟายไหม ? A. ไม่เคย
B. บางครั้ง
C. บ่อยครั้ง 

5. ผลงานของเพื่อนร่วมงานดีกว่าคุณ คุณจึง... A. ยุติธรรมดีแล้ว เพราะเขาทุ่มเทมากกว่า
B. เลียนแบบเขาบ้าง
C. โทษว่าเจ้านายไม่ยุติธรรม 

6.เพื่อนนำเรื่องที่คุณนินทาคนอื่นไปเปิดเผย คุณจึง... A. แกล้งทำเป็นไม่สนใจ
B. รู้สึกลำบากใจ เพราะคุณเถียงใครไม่เป็น
C. อยากฆ่าเจ้าเพื่อนปากเสียคนนั้นจัง 

7. ผลงานของคุณไม่ดีตามที่เพื่อนร่วมงานคาดหวัง คุณจึง..... A. โทษคนอื่นว่าไม่ให้ความร่วมมือ
B. รู้สึกเสียใจแต่ก็ยอมรับคำปลอบใจจากเพื่อนร่วมงาน
C. คิดว่าบริษัทนี้ไม่เหมาะกับคุณ 

8.เพื่อนยืมชุดคุณไปใส่แล้วทำขาด คุณจึง.... A. ไม่สนใจคำขอโทษของเพื่อน ค่อยๆถอยห่างจากเขา
B. ต้องการให้เขาซื้อชุดใหม่ชดเชยให้
C. ต่อว่าเสียงดัง ว่าให้ยืมแล้วยังทำขาดอีก 

มาดูผลกันดีกว่า

ข้อ A ได้ข้อละ 1 คะแนน
ข้อ B ได้ข้อละ 2 คะแนน
ข้อ C ได้ข้อละ 3 คะแนน 


เฉลย    ห้ามดูก่อนนะค่ะ...ซื่อสัตย์กับตัวเอง  ...naka....naka... konde


ได้ 19 - 24 คะแนน
ขาดวุฒิภาวะทางอารมณ์และเหตุผล ชีวิตคุณจึงสับสน
ขาดความมั่นใจ
ถ้าคุณให้ความสำคัญกับปฏิกิริยาของคนอื่นมากไป
ย่อมทำให้อารมณ์ไม่มั่นคง
เพราะคุณต้องคอยเอาอกเอาใจ
ทำเพื่อผู้อื่นตลอด
ฝึกควบคุมอารมณ์ตนเองให้ดี แล้วคนอื่นจะชอบคุณเอง

ได้ 13 - 18 คะแนน
เป็นคนมี EQ สูง รู้จักแสดงอารมณ์
ความรู้สึกอย่างเหมาะสม
ไม่ทำให้คนรอบข้างหรือผู้ใกล้ชิดหงุดหงิดกับคุณเมื่อพบเรื่องไม่สบอารมณ์
รู้จักจัดการด้วยตัวเองได้

ได้ 8 - 12 คะแนน
เป็นคนเย็นชาเกินไป
คุณไม่ชอบแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมาโดยตรง
ผลจากอารมณืที่เก็บกดสะท้อนออกทาร่างกาย เช่น
ปวดศีรษะ โรคกระเพาะ
คุณควรค่อยๆ ผ่อนคลายจิตใจ
จะแก้ความเย็นชาที่มีต่อคนอื่นได้
ลองหัดแสดงความรู้สึกในเรื่องเล็กๆน้อยๆ
จากนั้นค่อยหัดออกความเห็น ในเรื่องที่ใหญ่ขึ้น

เชื่อแน่ว่าเพื่อนคุณต้องยินดีในความเปลี่ยนแปลงของคุณ 

12 วิธี อยู่อย่างไรให้ห่างไกล มะเร็ง

การใช้ชีวิตให้ห่างไกลโรคภัยทุกวันนี้เป็นเรื่องที่ลำบากพอสมควร เพราะไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน สภาพแวดล้อม หรือแม้แต่สภาพจิตใจ ก็ล้วนแต่ก่อให้เกิดโรคด้วยกันทั้งนั้น โดยเฉพาะมะเร็งที่หลายคนกลัวนักกลัวหนา แต่จะทำอย่างไรไม่ให้โรคมะเร็งมากล้ำกราย    1. ไม่สูบบุหรี่กินเหล้า
         คิดว่าข้อแรกนี้หลายคนก็คงตระหนักดีว่าการสูบบุหรี่และการดื่มเหล้า คือการเพาะเชื้อมะเร็งดีๆ นี่เอง แต่แปลกแฮะ เพราะคนรุ่นใหม่ทุกวันนี้ไม่เห็นจะกลัวเลยสักนิด ทั้งๆ ที่รู้ว่าการทำแบบนี้จะส่งผลร้ายต่อสุขภาพ เพราะแอลกอฮอล์และสารนิโคตินในบุหรี่จะทำให้ปอดทำงานหนัก นอกจากนั้นแล้วคนที่เสพยังแก่ง่าย หนังเหี่ยวไม่น่าดูอีกด้วย

    
2. ไม่นอนดึก          สาวคนไหนที่ชอบนอนดึกเป็นประจำล่ะก็ รู้เอาไว้เลยว่าการนอนดึกทำให้อ้วน หน้าเป็นสิว ผิวหนังไม่สดใส และที่สำคัญคือจะทำให้ร่างกายไม่มีฮอร์โมนต่อต้านมะเร็งหลั่งออกมา ที่สำคัญยังทำให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น โรคไขมันสูง โรคอ้วน ที่ทำให้ไขมันตามตัวสร้างให้เกิดฮอร์โมนกระตุ้นให้มะเร็งแบ่งตัวดีขึ้น และโรคความดันโลหิตสูง รู้อย่างนี้แล้ววันนี้ปิดไฟนอนแต่หัวค่ำเลยนะคะ

    
3. ไม่เครียด       รู้ไหมว่าการทำหน้าดำคร่ำเครียดนั้น นอกจากจะทำให้ผู้อื่นไม่อยากเข้าใกล้แล้ว ร่างกายของคุณยังจะหลั่งสารทุกข์ออกมาหล่อเลี้ยงมะเร็งอีกด้วย ทั้งนี้ก็ยังรวมไปถึงคนที่เห็นแก่ตัวและไม่ค่อยชอบทำบุญด้วย ฉะนั้นยิ้มไว้ อย่าเครียดกันเลย

    4. ไม่กินไขมันและเนื้อแดงมากเกินไป
         รู้ค่ะว่าไขมันและเนื้อแดงมันเป็นสิ่งที่อร่อยลิ้น แต่ขอร้องเถอะอย่ากินมากนักเลย เพราะอาหารเหล่านั้นน่ะมันมีไขมันอิ่มตัวและโปรตีนจากเนื้อนั้นเป็นแหล่งอาหารชั้นหนึ่งของมะเร็งที่จะใช้เจริญได้ดี เพราะมันจะสร้างหลอดเลือดยื่นไปดูดกินเลือดเนื้อของเราจนแทบไม่เหลือไปเลี้ยงอวัยวะอื่นๆ เลย ฉะนั้นหันมาบริโภคผักและผลไม้กันให้เยอะๆ ดีกว่า

    
5. เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีและภูมิแพ้         สำหรับคนที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีและโรคภูมิแพ้นั้น ต้องบอกว่าให้เตรียมตัวระวังไว้ให้ดี เพราะโรคดังกล่าวนี้จะทำให้ร่างกายอ่อนแอ และทำให้เซลล์มะเร็งแข็งแรงขึ้นนั่นเอง               
    6. เสริมวิตามินให้ร่างกาย
         อาหารเสริมหรือวิตามินนั้นจำเป็นต่อร่างกายไม่น้อยเลย เพราะเราอาจจะได้จากผักและผลไม้ไม่เพียงพอ และวิตามินนี้ยังทำหน้าที่ต้านเชื้อมะเร็งได้ดีอีกด้วย

    7. ไม่กินของร้อนจัดเกินไป
        กินของร้อนเกินไปนั้นไม่ดีเลย เช่น ชา กาแฟ ก๋วยเตี๋ยว เพราะการที่กินของร้อนๆ เป็นประจำนั้น มันจะไปลวกให้เซลล์หลอดอาหารอักเสบอยู่ทุกวัน เมื่ออักเสบทุกวันนั้นก็จะมีโอกาสเปลี่ยนไปเป็นเซลล์มะเร็งได้ง่ายขึ้น

    8. ไม่ทำให้โคเลสเตอรอลลดต่ำ
        สาวๆ หลายคนนั้นไม่กล้ากินอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูงเพราะกลัวอ้วน แต่ขอบอกว่าอย่าระวังให้มากนัก เพราะถ้าโคเลสเตอรอลต่ำเกินไปจะมีผลกับภูมิคุ้มกันที่แย่ลง เมื่อภูมิคุ้มกันต่ำแล้วเซลล์มะเร็งจะเข้ามาหาได้ง่ายขึ้น

    9. อย่ากลั้นปัสสาวะ
        ผู้หญิงส่วนมากนั้นชอบกลั้นปัสสาวะจนเคยตัว เพราะบางทีขี้เกียจ บางทีเจอห้องน้ำไม่สะอาด หรือนั่งรถนานๆ ก็ตัดสินใจกลั้นซะงั้น ซึ่งจะส่งผลร้ายต่อสุขภาพมากๆ เพราะน้ำปัสสาวะเป็นของเสีย ยิ่งอยู่นิ่งเป็นเวลานานจากการอั้น มันก็ไม่ต่างอะไรกับน้ำนิ่งในคลองแสนแสบ ซึ่งทิ้งไว้ไม่นานจะกลายเป็นน้ำเน่า แต่ถ้าเน่าในกระเพาะฉี่ ก็มีผลให้เกิดเซลล์มะเร็งงอกขึ้นมาได้

    
10. อย่ากินเค็มจัด       ใครที่กินข้าวเคล้าน้ำตา เอ๊ย .. น้ำปลาอยู่บ่อยๆ หรือกินเค็มมากจนเกินลิมิตนั้นให้ระวังเอาไว้เลย เพราะจากการวิจัยพบว่าการที่เราทานอาหารเค็มมากๆ นั้นมีอัตราการเกิดมะเร็งสูงกว่า โดยเฉพาะในอาหารจำพวกเนื้อเค็ม เนื้อแห้ง หมูแดง ที่นอกจากเค็มแล้วยังมีสีแดงจากดินประสิวอีกด้วย

    
11.ประวัติมะเร็งในครอบครัว        เพราะโรคมะเร็งนั้นสามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้ ใครที่มีพ่อแม่พี่น้องเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ เตรียมตัวเตรียมใจไว้เลยเพราะคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยง แต่ถ้ารักษาตัวดีๆ ออกกำลังกาย กินอาหารที่ถูกสุขลักษณะ คุณก็อาจจะรอด

    12. อย่าตากแดด
        เพราะว่าในแสงแดดมีทั้งรังสี UVA, UVB ต้นเหตุมะเร็งผิวหนัง ดังนั้นเวลาออกไปข้างนอกให้กางร่มหรือสวมเสื้อแขนยาวคลุมร่างกาย สำหรับใครที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะต้องทำงานกลางแดดล่ะก็ ให้ประโคมครีมกันแดดเยอะๆ ที่สำคัญคือถ้าหลบเลี่ยงแดดได้ก็ควรทำ นั่นเพราะแสงแดดเป็นรังสีที่กระตุ้นอณูเซลล์ของคุณให้สะดุ้งตกใจจนเครื่องในรวนหมดและเมื่อเครื่องในรวนแล้วก็ไม่สามารถจะคุมการแบ่งตัวได้


       เมื่อรู้วิธีปฏิบัติตัวแล้วก็ควรทำเป็นอย่างยิ่ง ชีวิตเราจะได้ห่างไกลมะเร็ง



ขอบคุณข้อมูลจาก : นิตยสาร Spicy

 

วันเสาร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2554

เจริญสติ...ข้อคิดจากท่าน ว.วชิรเมธี

ได้สาระ ได้สติ ได้ข้อคิด ดีๆหลายอย่าง

๑. กลัวลูกมีเซ็กส์ในวัยเรียน? ไม่อยากให้เกิด ต้องเอาปัญญาใส่ในมือลูก
ให้เงินลูกน้อยๆ ให้ความรู้แก่ลูกมากๆ ด่าลูกน้อยๆ ให้คำสอนลูกมากๆ

๒. ไหว้พระขอพรอะไรดี? 
(๑) ขออย่าให้โลภจนหน้ามืด
(๒) ขออย่าให้โกรธจนทำร้ายตัวเอง
(๓) ขออย่าให้หลงจนไม่รู้ดีรู้ชั่ว
(๔) ขออย่าให้ตายในสงครามระหว่างคนไทยด้วยกันเอง

๓. ท้อแท้กับปัญหามากมายทำอย่างไรดี? 
ปลาที่ยังเป็นอยู่ ล้วนเรียนรู้ที่จะว่ายทวนน้ำ
ส่วนปลาตาย มักไหลตามน้ำ
ปัญหาทำให้คนธรรมดาท้อ แต่ทำให้คนมีปัญญาลุกขึ้นมาแก้ไข

๔. ทะเลาะกับแฟนจนไม่มีสมาธิทำงาน? 
งานส่วนงาน แฟนส่วนแฟน
รู้จักแบ่งเวลาให้งาน รู้จักแบ่งเวลาให้แฟน
อย่าเสียงานเพราะแฟน อย่าเสียแฟนเพราะงาน

๕. โกรธ! ถูกเพื่อนนินทา? 
โบราณว่าไม่มีใครเตะหมาที่ตายแล้ว
คุณถูกนินทาแสดงว่าคุณยังมีความหมาย
คุณเป็นคนโชคดี จู่ๆ ก็มีกระจกวิเศษสะท้อนความอัปลักษณ์
ให้เห็นความบกพร่องของตัวเอง

๖. จับได้ว่าแฟนมีกิ๊กทำอย่างไรดี? 
(๑) ถามตัวเองว่าเราดีกับเขาพอหรือยัง
(๒) ระหว่างเรากับกิ๊กมีข้อดีข้อด้อยต่างกันตรงไหน
(๓) ถามแฟนว่าจะเลือกใครก็รีบทำ
ไม่รักฉัน อย่าทำให้ฉันเสียเวลา

๗. โดนเพื่อนร่วมงานแย่งซีนทำอย่างไร? 
เขาแย่งจากเราได้เพียงแค่ซีนและภาพลักษณ์เท่านั้น
แต่เขาไม่สามารถแย่งความรู้และความสามารถไปจากเราได้

๘. งานเยอะมากทำอย่างไรดี? 
(๑) รู้ว่างานเยอะต้องรีบทำ
(๒) อย่าดองงานข้ามปีข้ามชาติ
(๓) เรียงลำดับความสำคัญของงาน
สำคัญก่อนให้รีบทำ สำคัญน้อยค่อยทยอยทำ

๙. ทำงานดี มีแต่คนริษยา จะรับมืออย่างไร? 
โบราณว่า ไม้ใหญ่ย่อมเจอขวานคม
คนเด่นต้องมีคนด่า คนมีปัญญาจึงมีคนลองดี
คนทำงานดีจึงมีคนริษยา ปรากฏการณ์เช่นว่านี้
เป็นของธรรมดา ทำงานดีจนมีคนริษยา
ยังดีกว่าทำงานไม่ดี จึงเป็นได้อย่างดีแค่คนที่คอยริษยา

๑๐. ทำงานแทบตาย เงินไม่พอใช้ ทำอย่างไรดี? 
(๑) หางานใหม่
(๒) ลดความต้องการให้น้อยลง อยู่กับความจริงให้มาก
(๓) บริโภคปัจจัยสี่โดยมุ่งประโยชน์ อย่ามุ่งประดับ
(๔) ทำบัญชีรายรับรายจ่าย รับมากกว่าจ่ายจึงนับว่ายอด
จ่ายมากกว่ารับนับว่าแย่ 
๑๑. ถูกนายด่า อารมณ์เสีย? คนที่ด่าคนอื่นสะท้อนว่าระบบข้างใจกำลังพัง
คนอารมณ์เสียเพราะถูกด่า
แสดงว่าระบบของตัวเองก็พังตามไปด้วย

๑๒. ไถ่ชีวิตโคได้บุญมากไหม? 
ถ้าไถ่แล้วโคอยู่รอด คุณได้บุญ
แต่หากไถ่เพื่อทำให้วัดอยู่รอด คุณได้บาป
แทนที่จะไถ่โคกระบือ
คุณควรไถ่ตัวเองให้พ้นจากความโลภ โกรธ หลง ดีกว่า

๑๓. แฟนติดหนังเกาหลี ดูทั้งคืนไม่ยอมนอน? 
ขอให้คิดว่าอย่างน้อยเธอยังนั่งดูอยู่ในบ้าน
ถึงเธอจะติดหนังเกาหลี ก็ยังดีกว่าติดผู้ชายขี้หลีที่อยู่นอกบ้าน

๑๔. ลูกค้าจู้จี้ทำอย่างไรดี? 
มีลูกค้าจู้จี้ยังดีกว่าวันทั้งวันไม่มีใครแวะเวียน
ผ่านมาเยี่ยมเยียนถึงในร้าน
ลูกค้าจู้จี้ได้ แต่คุณต้องทำให้เขาประทับใจเอาไว้เสมอ

๑๕. ไปงานวันเกิดควรได้อะไร? 
(๑) ได้ถามตัวเองว่า เราเกิดมาเพื่ออะไร
(๒) ได้ถามตัวเอ??ว่า เราเกิดมาจากใคร
(๓) ได้ถามตัวเองว่า เรากตัญญูต่อผู้ให้กำเนิดแล้วหรือยัง

๑๖. สวดมนต์บทไหนดี? 
(๑) สวดพุทธคุณเพื่อเตือนว่า จงเป็นผู้ตื่น
(๒) สวดธรรมคุณเพื่อเตือนว่า
จงเว้นสิ่งที่ควรเว้น จงทำสิ่งที่ควรทำ
(๓) สวดสังฆคุณเพื่อเตือนว่า พระอรหันต์ที่แท้
คือพ่อกับแม่ที่อยู่ในบ้านของเรานั่นเอง

๑๗. สามีไม่สนใจธรรมะเลยทำอย่างไรดี? 
(๑) เราควรมีธรรมะให้เขาดู
(๒) เราควรอยู่ให้เขาเห็น
(๓) เราควรสงบเย็นให้เขาได้สัมผัส
เนื่องเพราะ หนึ่งการกระทำสำคัญกว่าพันคำพูด

๑๘. โดนขับรถปาดหน้า โมโหมาก? 
(๑) บอกตัวเองว่าโกรธคือโง่ โมโหคือบ้า ด่าคือมาร ระรานคือบาป
(๒) เปลี่ยนการด่าเป็นการแผ่เมตตาให้เขาถึงที่หมายโดยปลอดภัย
(๓) เตือนตนไว้ว่า อย่าขับรถปาดหน้าใคร เพราะอาจมีอันตรายรอบด้าน

๑๙. อยู่ในกลุ่มเพื่อนชอบนินทาจะตีจากดีไหม? 
ท่านพุทธทาสกล่าวว่า คนชอบนินทาคือคนที่ชอบกินของเน่า
ถ้าเราร่วมผสมโรงไปกับเขา แสดงว่าเราเองก็ชอบกินของเน่าไม่เบาเหมือนกัน

๒๐. ทำไมมักเจอสิ่งที่ไม่ชอบใจอยู่เสมอ? 
ผู้รู้บอกว่า ศิลปินอย่าดูหมิ่นศิลปะ กองขยะดูดีๆ ยังมีศิลป์
ดังนั้น ในสิ่งที่คุณไม่ชอบ ย่อมมีแง่มุมที่คุณชอบอย่างแน่นอน
มองอย่างพินิจจะพบว่า ในดีมีเสีย ในเสียมีดี

                                      
                                          
ใช้ชีวิตอย่างมีสติ...naka....naka
 


              ธรรมชาติบำบัดกับการสั่งจิตใต้สำนึก

 

การสั่งจิตใต้สำนึกอยู่บนทฤษฎีที่ว่า จิตของเราเป็นตัวกำหนดความเป็นไปของร่างกาย หรือเรียกว่า "จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว" จิตของเราประกอบขึ้นด้วย 2 ส่วน ได้แก่จิตสำนึกและจิตใต้สำนึก

**จิตสำนึก เป็นตัวกำหนดกริยาท่าทาง การเข้าสังคม เดินเหิน ทำการงานในชีวิตประจำวัน มีพลังงานเพียง 10 % เท่านั้น

**ส่วนจิตใต้สำนึก เป็นตัวเก็บรับข้อมูลต่างๆ ทั้งหลายในชีวิตตั้งแต่อดีตกาลอันไกลโพ้นจนถึงปัจจุบัน สั่งจิตให้เพิ่ม-ลดน้ำหนักคน สั่งจิตใช้กระดาษตัดตะเกียบให้ขาด

ทั้งข้อมูลที่ดีและเลว จิตใต้สำนึกยังควบคุมการทำงานของอวัยวะภายใน ทั้งหัวใจ ปอด กระเพาะอาหาร ตับม้าม ต่อมฮอร์โมนต่างๆ โดยระบบประสาทอัตโนมัติ จิตใต้สำนึกมีอำนาจถึง 90%

 

ถ้าจิตใต้สำนึกของเรารับรู้แต่ข้อมูลดีๆ อวัยวะภายในของเราก็ทำงานสงบเรียบร้อย เป็นปกติ แต่ถ้าจิตใต้สำนึกของเรารับรู้แต่ข้อมูลแย่ๆ ความเร่งรีบ เคร่งเครียด ผิดหวัง เศร้าโศกเสียใจ ซึ่งเป็นธรรมดาที่คนเราจะต้องมีสิ่งที่ไม่สมหวังในชีวิตบ้าง แต่ถ้าไม่รู้จักวิธีที่จะระเหิดความกดดันเหล่านั้นออกไป ประสบการณ์และอารมณ์ด้านลบเหล่านี้จะถูกสะสมอยู่ในจิตใต้สำนึก และรบกวนการทำงานของอวัยวะภายในได้ เช่นผู้ที่เครียดจัด มักอาหารไม่ย่อย ปวดกระเพาะ ใจเต้นสั่น หอบเหนื่อยง่าย นอนไม่หลับ อารมณ์แปร ปรวน น้ำตาลในเลือดสูง กระทั่งมีภาวะไขมันในเลือดสูงด้วย เนื่องจากการทำงานของตับ ของต่อมฮอร์โมนต่างๆ รวนเรไป ไม่สามารถหมุนใช่ไขมันในร่างกายให้เป็นปกติได้

ด้วยเหตุนี้ ถ้าเรามีวิธีผ่อนคลายความเครียดก็เท่ากับช่วยเปิดโอกาสให้อวัยวะในทำงานเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งถ้าได้รับการปฎิบัติผ่อนคลายด้วยการสั่งจิตใต้สำนึกให้สงบ เช่น การฝึกสมาธิ การกำหนดรู้ลมหายใจเข้า - ออก หรืออาณาปานสติ ก็จะทำให้จิตสงบ สะอาด สว่าง และว่องไวในการทำงาน ช่วยลดความเครียดปรับสภาพร่างกายและจิตใจสู่ดุลยภาพ จึงใช้วิธีนี้บำบัดโรคได้อีกหลายโรค เช่น โรคนอนไม่หลับ โรคความดันเลือดสูง ภูมิแพ้ หอบ หืด เครียด ภาวะอาหารไม่ย่อย โรคแผลในกระเพาะอาหาร เป็นต้น


 คิดดี...พูดดี...ปฏิบัติดี...ขอให้พบแต่สิ่งดีๆเข้ามาในชีวิต



วิทยาศาสตร์ ม.1

 บรรยากาศโลก

     บรรยากาศ เป็นส่วนที่ห่อหุ้มพื้นผิวของดวงดาว มนุษย์เรานั้นนับว่าอาศัยอยู่ ณ ก้นบึ้งของห้วงมหาสมุทรแห่งอากาศ อันเป็นสิ่งที่เราหายใจเข้าไปอยู่ตลอด เวลาเพื่อยัง ชีวิต เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆทั้งหลายบนโลกเรานี้  บรรยากาศ เป็นปัจจัยสำคัญ อัน ยิ่งยวดต่อการดำรงชีวิต ดุจดังปลาที่จะไม่รอดหากพ้นน้ำ มนุษย์เราก็จะขาดใจตาย ในเวลาเพียงไม่กี่นาทีที่ไม่ได้รับอากาศหายใจ บรรยากาศที่บนผิวนอกของพื้นดาวเป็น สิ่งที่ชี้บอกได้ว่า ชีวิตจะดำรงอยู่ได้ หรือไม่บนพื้นผิวของดาวเคราะห์ดวงนั้น เพราะนอก จากเป็นปัจจัยยังชีพที่ สำคัญที่สุดของสิ่งมีชีวิตบนพื้นผิวแล้ว บรรยากาศ ยังช่วยกรอง ซับรังสีจาก ดวงอาทิตย์ ในส่วนที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งยวดต่อการดำรงชีวิตให้เราด้วย 
     ถ้าโลกไร้บรรยากาศ เราก็จะไม่มี ทะเลสาบ หรือมหาสมุทร และก็คงไร้ สรรพเสียง สำเนียงใดๆ ทั้งไร้เมฆ ไร้สีสันอันตระการยามตะวันตกดิน พื้นโลก จะร้อนรนจนไม่มี ใครทนไหว ยามค่ำคืนอุณหภูมิก็จะลดลงให้หนาวเย็นยะเยือก จนเราทนไม่ได้เช่นกัน
     ในบรรดา ดาวเคราะห์ที่พื้นผิวกลายเป็นของแข็งแล้ว หรือ Terrestrial Planets ซึ่งเป็นดาวเคราะห์วงในของระบบสุริยะ ทั้ง ดาวศุกร์ โลก และ ดาวอังคาร ต่างก็มี บรรยากาศด้วยกันทั้งนั้น การที่เราได้ศึกษาเปรียบเทียบ บรรยากาศของดาวเคราะห์ ก็ช่วยให้เราได้เปรียบเทียบ ให้เข้าใจวิวัฒนาการ ของบรรยากาศโลกเองได้ไม่น้อย โลก ของเราห่อหุ้มด้วยบรรยากาศบางๆ ที่ไม่ เพียงแต่เป็นสิ่งยังชีวิตให้เราได้หายใจไป หล่อเลี้ยงร่างกาย แต่ยังทำหน้าที่ กรองรังสีที่เป็นอันตรายต่อชีวิตจากดวงอาทิตย์อีก ด้วย ทำให้พื้นผิวโลก ปลอดภัยพอที่จะช่วยให้ชีวิตถือกำเนิดขึ้นมาได้ 

องค์ประกอบของบรรยากาศโลก
     บรรยากาศของโลก มีองค์ประกอบที่เป็นเอกลักษณ์ของเราเอง ดวงจันทร์ และดาวพุธ นั้น แม้จะมีบางอะตอมและโมเลกุลในบรรยากาศจำนวนเล็กน้อย ดังที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อเปรียบเทียบกับดาวเคราะห์อื่นๆแล้ว ก็ถือกันว่าไม่มี บรรยากาศเลย เพราะต่างมี แรงดึงดูดน้อยมาก แล้วดาวพุธก็อยู่ใกล้ดวง อาทิตย์เกินไป อุณหภูมิพื้นผิวขึ้นได้ถึง ๔๗๐ องศาเซลเซียส ก๊าซที่มีน้อยมากใน บรรยากาศจึงมีพลังงานมากจนหนีไปได้อย่าง รวดเร็ว ทั้งแรงดึงดูดก็น้อย ไม่ สามารถยึดบรรยากาศของตัวเองไว้ได้นาน ส่วนดวง จันทร์ก็ตายสนิทไปแล้ว ไม่มีการสร้างอากาศมาทดแทนอากาศที่หนีหายไปอีกเลย จะมีก็แต่อาศัยแรง ลมสุริยะมาปลดปล่อยอะตอมจำนวนเล็กน้อยจากพื้นผิว จนนับแทบ จะไม่ได้ ในขณะที่ ดาวศุกร์ และ ดาวอังคาร ต่างมีบรรยากาศที่เป็นก๊าซคาร์บอนได ออกไซด์แทบจะทั้งหมด คือ ๙๖ และ ๙๕ % ตามลำดับ ซึ่งดูเผินๆ จะแตกต่าง ไปจาก ส่วนประกอบของบรรยากาศโลกไปมาก เพราะบรรยากาศบนโลก ประกอบด้วย คาร์บอนไดออกไซด์ เพียง ๐.๐๓ % เท่านั้นเอง 

ส่วนประกอบหลักของบรรยากาศดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ



ดาวพุธ: ฮีเลียม, โซเดียม, ออกซิเจนอะตอมอิสระ 
ดาวศุกร์: คาร์บอนไดออกไซด์ ๙๖%, ก๊าซไนโตรเจน ๓% 
โลก: ก๊าซไนโตรเจน ๗๗ %, ก๊าซออกซิเจน ๒๑% 
ดวงจันทร์: ฮีเลียม, โซเดียม 
ดาวอังคาร: คาร์บอนไดออกไซด์ ๙๕%, ก๊าซไนโตรเจน ๓% 
ดาวเคราะห์ที่เป็นก๊าซ เช่น ดาวพฤหัส หรือ ดาวเสาร์: ไฮโดรเจนอะตอม, ฮีเลียม, สารประกอบอื่นๆของไฮโดรเจน

บทบาทของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ

  

    แต่หากเราทำความเข้าใจว่า ก๊าซบางอย่าง โดยเฉพาะคาร์บอนไดออกไซด์ สามารถ วนเวียนขึ้นลง ถ่ายเทไปมา ระหว่าง บรรยากาศ และพื้นผิวของดวงดาว ได้ โดยเฉพาะ ก๊าซนี้สามารถละลายน้ำได้อย่างดี แล้วเรายังมี สัตว์น้ำใน มหาสมุทร จำพวกที่ดึง คาร์บอนไดออกไซด์ มาสร้างเปลือกให้ตัวเองอีก เราก็พอจะ หาคาร์บอนไดออกไซด์ที่ เหลือได้ไม่ยาก บนโลกนั้น คาร์บอนไดออกไซด์ ส่วนใหญ่ จะละลายอยู่ในน้ำ ซึ่งเป็นองค์ ประกอบถึง ๓ ใน ๔ ส่วนของเปลือกโลก ในที่สุด คาร์บอนไดออกไซด์ที่ละลายในน้ำ จะ ตกตะกอนลงก้นทะเล และมหาสมุทร กลายเป็นสารประกอบ เช่นหินปูนต่างๆ หากเรา นับคาร์บอนไดออกไซด์ในหินปูน เหล่านี้เข้าด้วยกันกับก๊าซในบรรยากาศ  เมื่อคิดเป็น เปอร์เซ็นต์แล้ว ก็จะได้อัตรา ส่วนพอๆกันกับที่มีอยู่ในบรรยากาศของดาวศุกร์ และดาวอังคาร ด้วยเช่นกัน 
     บรรยากาศของดาวศุกร์ มีความหนาแน่นมากกว่าบรรยากาศโลกถึง ๑๐๐ เท่า ใน ขณะเดียวกัน บรรยากาศโลก ก็หนาแน่นกว่าของดาวอังคารถึง ๑๐๐ เท่าด้วย ถึงแม้ ดาวเคราะห์ทั้งสามจะมีบรรยากาศ แต่ความแตกต่างกันของความหนาแน่น อย่างมาก มายเช่นนี้ ก็ส่งผลให้มีลักษณะทางกายภาพแตกต่างกันไปอย่างมาก มายไปด้วยเช่น กัน ประวัติความเป็นไปของบรรยากาศบน ดาวศุกร์ และ ดาว อังคาร เป็นตัวอย่างสอง ขั้วที่ช่วยเตือนให้เราได้ตระหนักถึงความไม่แน่นอนของบรรยากาศของโลกเราได้เป็น อย่างดี



องค์ประกอบของบรรยากาศ
          บรรยากาศที่ห่อหุ้มโลกส่วนใหญ่ประกอบด้วย ก๊าซไนโตรเจน 78% ก๊าซออกซิเจน 21% ก๊าซอาร์กอน 0.9% ที่เหลือเป็น ไอน้ำ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซอื่น ๆ จำนวนเล็กน้อย

ภาพที่ กราฟแสดงองค์ประกอบของบรรยากาศ
องค์ประกอบหลัก 
           ก๊าซไนโตรเจน (N2) มีคุณสมบัติไม่ทำปฏิกิริยาเคมีกับสารอื่น แต่เมื่ออะตอมเดี่ยวของมันแยกออกมา รวมเข้าเป็นองค์ประกอบของสารอื่น เช่น สารไนเตรท จะมีบทบาทสำคัญต่อสิ่งมีชีวิต
           *   ก๊าซออกซิเจน (O2) เป็นผลผลิตจากการสังเคราะห์แสงของพืช สาหร่าย แพลงตอน และสิ่งมีชีวิต มีความว่องไวในการทำปฏิกิริยากับสารอื่น และช่วยให้ไฟติด ถ้าปริมาณของออกซิเจนในอากาศมีมากกว่า 35% โลกทั้งดวงจะลุกไหม้ติดไฟ ดังนั้นสิ่งมีชีวิตบนโลกจึงวิวัฒนาการให้มีสัตว์ ซึ่งใช้ออกซิเจนในการเผาผลาญธาตุอาหาร และคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา
           ก๊าซอาร์กอน (Ar) เป็นก๊าซเฉื่อยไม่ทำปฏิกิริยากับธาตุอื่น เกิดขึ้นจากการสลายตัว (ซากกัมมันตภาพรังสี) ของธาตุโปแตสเซียมภายในโลก
           ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เป็นก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse gas) แม้มีอยู่ในบรรยากาศเพียง 0.036% แต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสิ่งมีชีวิต เนื่องจากก๊าซเรือนกระจกมีคุณสมบัติในการดูดกลืนรังสีอินฟราเรดซึ่งแผ่ออกจากโลก ทำให้โลกอบอุ่น อุณหภูมิของกลางวันและกลางคืนไม่แตกต่างจนเกินไป นอกจากนั้นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ยังเป็นแหล่งอาหารของพืช
           อย่างไรก็ตามแม้ว่าไนโตรเจน ออกซิเจน จะเป็นองค์ประกอบหลัก แต่ก็มิได้มีอิทธิพลต่ออุณหภูมิของโลก ในทางตรงกันข้ามก๊าซโมเลกุลใหญ่ เช่น ไอน้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ และมีเทน แม้จะมีอยู่ในบรรยากาศเพียงเล็กน้อย แต่มีความสามารถในการดูดกลืนรังสีอินฟราเรด ทำให้อุณหภูมิของโลกอบอุ่น เราเรียกก๊าซพวกนี้ว่า
 “ก๊าซเรือนกระจก(Greenhouse gas)

องค์ประกอบผันแปร 
          นอกจากก๊าซต่างๆ ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลัก มีปริมาณคงที่แล้ว ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ซึ่งมีปริมาณผันแปร ขึ้นอยู่กับสถานที่และเวลา องค์ประกอบผันแปรนี้แม้ว่าจะมีจำนวนอยู่เพียงเล็กน้อย แต่ก็ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศและภูมิอากาศเป็นอันมาก
           ไอน้ำ (H2O) มีปริมาณ 0 – 4% ในบรรยากาศ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและสถานที่ เมื่อเรากล่าวถึง ไอน้ำ
เราหมายถึง น้ำในสถานะก๊าซ เมื่อน้ำเปลี่ยนจากสถานะหนึ่งไปสู่อีกสถานะหนึ่ง เช่น ของแข็ง ของเหลว และก๊าซ จะมีการดูดกลืนและคายความร้อนแฝง (Latent heat) ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่ทำให้เกิดพายุ ไอน้ำเป็นก๊าซเรือนกระจกเช่นเดียวกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จึงมีคุณสมบัติในการดูดกลืนรังสีอินฟราเรดที่แผ่ออกจากโลก นอกจากนั้นเมื่อไอน้ำกลั่นตัวเป็นละอองน้ำ หรือ เมฆมีความสามารถในการสะท้อนแสงอาทิตย์ และแผ่รังสีอินฟราเรด ทำให้พื้นผิวโลกไม่ร้อน หรือหนาวจนเกินไป
           โอโซน (O3) เกิดจากการที่ก๊าซออกซิเจนแตกตัวเป็นอะตอมเดี่ยว (O) เนื่องจากการดูดกลืนรังสีอุลตรา
ไวโอเล็ตในบรรยากาศชั้นสตราโตรสเฟียร์ (Stratrosphere) แล้วรวมตัวกับก๊าซออกซิเจนอีกทีหนึ่ง กลายเป็นก๊าซซึ่งมีโมเลกุลของออกซิเจน 3 อะตอม เรียกว่า
 “โอโซน (Ozone) สะสมตัวเป็นชั้นบางๆ ที่ระยะสูงประมาณ 50 กิโลเมตร โอโซนมีประโยชน์ในการกรองรังสีอุลตราไวโอเล็ต มิให้ลงมาทำอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต แต่เนื่องจากก๊าซโอโซนเองเป็นพิษต่อร่างกาย หากมีก๊าซโอโซนเกิดขึ้นที่ระดับต่ำในชั้นโทรโพสเฟียรส์ (มักเกิดขึ้นจากเครื่องยนต์ และโรงงาน) ก็จะทำให้เกิดมลภาวะ
           ละอองอากาศ (Aerosols) หมายถึง อนุภาคขนาดเล็กที่ลอยค้างอยู่ในอากาศ ซึ่งอาจเกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือฝีมือมนุษย์ก็ได้ เช่น เกสรดอกไม้ ละอองเกลือ ขี้เถ้าภูเขาไฟ ฝุ่นผง หรือ เขม่าจากการเผาไหม้ ละอองอากาศทำหน้าที่เป็นแกนให้ละอองน้ำจับตัวกัน (ในอากาศบริสุทธิ์ ละอองน้ำไม่สามารถจับตัวได้ เนื่องจากไม่มีแกนนิวเคลียส) ละอองอากาศสามารถดูดกลืนและสะท้อนแสงอาทิตย์ จึงมีอิทธิพลในการควบคุมอุณหภูมิของพื้นผิวโลก เรามองเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นและตกที่ขอบฟ้าเป็นแสงสีแดง ก็เพราะละอองอากาศกรองรังสีคลื่นสั้น เหลือแต่รังสีคลื่นยาวซึ่งเป็นแสงสีส้มและสีแดงทะลุผ่านมาได้เรียกว่า 
การกระเจิงของแสง (Light gathering)
โครงสร้างในแนวดิ่ง
          ไม่มีขอบเขตของรอยต่อระหว่างบรรยากาศและอวกาศที่แน่ชัด ยิ่งสูงขึ้นไปอากาศยิ่งบาง แม้ว่าชั้นบรรยากาศที่เราศึกษาจะมีความสูงไม่เกิน 100 กิโลเมตร แต่ทว่าที่ระยะสูง 400 กิโลเมตร ก็ยังมีอนุภาคของอากาศอยู่มากพอที่จะสร้างแรงเสียดทานให้ดาวเทียมและยานอวกาศเคลื่อนที่ช้าลง โมเลกุลของอากาศถูกแรงโน้มถ่วงของโลกดึงดูดไว้ให้กองทับถมกัน ดังนั้นยิ่งใกล้พื้นผิวโลก ก็ยิ่งมีการกดทับของอากาศมาก เราเรียกน้ำหนักของอากาศที่กดทับลงมานี้ว่า
 “ความกดอากาศ (Air pressure) ความกดอากาศมีค่าแปรผันตรงกับ ความหนาแน่นของอากาศ (Air density) ยิ่งความ

ชั้นบรรยากาศ
          นักวิทยาศาสตร์แบ่งโครงสร้างของบรรยากาศของเป็นชั้นๆ โดยใช้เกณฑ์ต่างๆ แบ่งตามสัดส่วนของก๊าแบ่งตามคุณสมบัติทางไฟฟ้า แต่ในการศึกษาด้านอุตุนิยมวิทยาแล้วเราแบ่งชั้นบรรยากาศตามการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ดังนี้

 โทรโพสเฟียร์ (Troposphere) 
          เป็นบรรยากาศชั้นล่างสุดที่เราอาศัย มีความหนาประมาณ 10 - 15 กิโลเมตร ร้อยละ 80 ของมวลอากาศทั้งหมดอยู่ในบรรยากาศชั้นนี้ แหล่งกำเนิดความร้อนของโทรโพสเฟียร์คือ พื้นผิวโลกซึ่งดูดกลืนรังสีคลื่นสั้นจากดวงอาทิตย์ และแผ่รังสีอินฟราเรดออกมา ดังนั้นยิ่งสูงขึ้นไปอุณหภูมิจะลดต่ำลงในอัตรา 6.5°C ต่อ 1 กิโลเมตร จนกระทั่งระยะสูงประมาณ 12 กิโลเมตร อุณหภูมิจะคงที่ประมาณ -60°C ที่รอยต่อชั้นบนซึ่งเรียกว่า โทรโพพอส (Tropopause) 
          โทรโพสเฟียร์มีไอน้ำอยู่จำนวนมาก จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์น้ำฟ้าต่างๆ เช่น เมฆ พายุ ฝน เป็นต้น บรรยากาศชั้นนี้มักปรากฏสภาพอากาศรุนแรง เนื่องจากมีมวลอากาศอยู่หนาแน่น และการดูดคายความร้อนแฝง อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนสถานะของน้ำในอากาศ รวมทั้งอิทธิพลทางภูมิศาสตร์ของพื้นผิวโลก
          
 สตราโตสเฟียร์ (Stratosphere)
          มวลอากาศในชั้นนี้มีร้อยละ 19.9 ของมวลอากาศทั้งหมด เหนือระดับโทรโพพอสขึ้นไป อุณหภูมิยิ่งสูงขึ้นในอัตรา 2°C ต่อ 1 กิโลเมตร เนื่องจากโอโซนที่ระยะสูง 48 กิโลเมตร ดูดกลืนรังสีอุลตราไวโอเล็ตจากดวงอาทิตย์เอาไว้ บรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์มีความสงบมากกว่าชั้นโทรโพสเฟียรส์ เครื่องบินไอพ่นจึงนิยมบินในตอนล่างของบรรยากาศชั้นนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงสภาพอากาศที่รุนแรงในชั้นโทรโพสเฟียร์
          
 เมโซสเฟียร์ (Mesosphere)
          เหนือสตราโตรสเฟียรส์ขึ้นไป อุณหภูมิลดต่ำลงอีกครั้ง จนถึง -90°C ที่ระยะสูง 80 กิโลเมตร ทั้งนี้เนื่องจากห่างจากแหล่งความร้อนในชั้นโอโซนออกไป มวลอากาศในชั้นนี้มีไม่ถึงร้อยละ 0.1 ของมวลอากาศทั้งหมด 
          
 เทอร์โมสเฟียร์ (Thermosphere)
          มวลอากาศในชั้นเทอร์โมสเฟียร์มิได้อยู่ในสถานะของก๊าซ หากแต่อยู่ในสถานะของประจุไฟฟ้า เนื่องจากอะตอมของก๊าซไนโตรเจนและออกซิเจนในบรรยากาศชั้นบน ได้รับรังสีคลื่นสั้นจากดวงอาทิตย์ เช่น รังสีเอ็กซ์ และแตกตัวเป็นประจุ อย่างไรก็ตามแม้ว่าบรรยากาศชั้นนี้จะมีอุณหภูมิสูงมาก แต่ก็มิได้มีความร้อนมาก เนื่องจากมีอะตอมของก๊าซอยู่เบาบางมาก (อุณหภูมิเป็นเพียงค่าเฉลี่ยของพลังงานในแต่ละอะตอม ปริมาณความร้อนขึ้นอยู่กับมวลทั้งหมดของสสาร)
          เหนือชั้นเทอร์โมสเฟียร์ขึ้นไป ที่ระยะสูงประมาณ 500 กิโลเมตร โมเลกุลของอากาศอยู่ห่างไกลกันมาก จนอาจมิสามารถวิ่งชนกับโมเลกุลอื่นได้ ในบางครั้งโมเลกุลซึ่งเคลื่อนที่เป็นเส้นตรงเหล่านี้ อาจหลุดพ้นอิทธิพลของแรงโน้มถ่วงโลก เราเรียกบรรยากาศในชั้นที่อะตอมหรือโมเลกุลของอากาศมีแนวโน้มจะหลุดหนีไปสู่อวกาศนี้ว่า 
เอ็กโซสเฟียร์(Exosphere)

        
 หมายเหตุ: บางครั้งเราเรียกบรรยากาศที่ระดับความสูง 80-400 กิโลเมตร ว่า ไอโอโนสเฟียร์(Ionosphere) เนื่องจากก๊าซในบรรยากาศชั้นนี้มีสถานะเป็นประจุไฟฟ้า ซึ่ง มีประโยชน์ในการสะท้อนคลื่นวิทยุสำหรับการสื่อสารโทรคมนาคม
ประโยชน์ของบรรยากาศต่อสิ่งที่มีชีวิต 
         ๑. ช่วยให้มีชีวิต (Life-sustaining Pressure Functions) กล่าวคือ ออกซิเจนในบรรยากาศมีความจำเป็นต่อสัตว์ คาร์บอนไดออกไซด์มีความจำเป็นต่อพืช ไอน้ำในบรรยากาศทำให้เกิดฝนซึ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของทั้งพืชและสัตว์ และความกดบรรยากาศทำให้สิ่งที่มีชีวิตดำรงอยู่ได้โดยความกดบรรยากาศปกติ ที่ระดับน้ำทะเลมีค่าเท่ากับ ๗๖๐ มม.ปรอท  หรือ ๑๔.๗ ปอนด์ ต่อ ตร.นิ้ว
         ๒. ช่วยคุ้มครองชีวิต (Life-protecting Filter Functions) บรรยากาศทำหน้าที่คอยกรองหรือดักสิ่งที่มาจากนอกโลกซึ่งจะเป็นอันตรายต่อสิ่งที่มีชีวิต เช่น รังสีอัลตราไวโอเลต รังสีคอสมิกตลอดจนอุกกาบาต เป็นต้

ชั้นโอโซน (อังกฤษ: ozone layer) เป็นส่วนหนึ่งชั้นบรรยากาศของโลกที่ประกอบด้วยโอโซนในปริมาณมาก ชั้นโอโซนช่วยดูดซับรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ประมาณ 97-99% ของรังสีทั้งหมดที่แผ่มายังโลก
        โอโซน  คือ  รูปแบบพิเศษของ  ออกซิเจน  ที่  เกิด  ขึ้นตามธรรมชาติ  ในชั้นของบรรยากาศชั้นบน ๆ     ชั้น  โอโซน  นี้มีความสำคัญและมีประโยชน์  ต่อโลก        ชั้น โอโซนอยู่ห่างจากผิวโลก ประมาณ 20 ไมล์   โดยอยู่ในบรรยากาศ ชั้นสตราโตสเฟียร์  ชั้นโอโซน จะช่วยป้องกันไม่ ให้รังสีอุ ตราไวโอเล็ต จากดวงอาทิตย์ส่องมา ถึงโลกของเรา ดวงอาทิตย์ ทำให้เกิดรังสีที่ เป็นอันตรายต่อชีวิตด้วย   ชั้นโอโซน มีความสำคัญอย่าง ยิ่ง   เพราะทำหน้าที่ เป็น เกราะคุ้มกัน   ปกป้อง พืชและสัตว์จาก รังสีที่ เป็นอันตรายของ ดวงอาทิตย์   ดังนั้นเมื่อใดที่โอโซน บางลงเราก็ ได้รับการปกป้องน้อยลงด้วย  เราเรียกรังสีที่เป็น อันตรายจากดวงอาทิตย์ ว่า   อุตราไวโอเล็ต   อุลตราไวโอเล็ตเป็นรังสี ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ หากมีปริมาณน้อยรังสีอุลตราไวโอเล็ตจะปลอดภัย และมี ประโยชน์   โดยช่วยให้ร่างกายของเราได้รับวิตามิน อี   แต่ รังสีอุลตรา ไว โอเล็ตที่มากเกินไป   เป็นสาเหตุ ที่ทำให้ผิวหนังของเราอักเสบเนื่องจากแพ้แดด
    
.      ความสำคัญของบรรยากาศ
บรรยากาศ(Atmosphere) หมายถึง อากาศที่อยู่รอบตัวเราและห่อหุ้มโลกไว้ทั้งหมด
อากาศ(Weather) หมายถึง บรรยากาศบริเวณใกล้ผิวโลก และที่อยู่รอบๆ ตัวเรา
ความสำคัญของบรรยากาศ·         ช่วยทำให้เกิดกระบวนการต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิช่วยปรับอุณหภูมิของโลกให้พอเหมาะกับการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต·         ช่วยกรองรังสีอัลตราไวโอเลต
2.      ส่วนประกอบของอากาศ
อากาศแห้ง คือ อากาศที่ไม่มีไอน้ำผสมอยู่เลย
อากาศชื้น คือ อากาศที่ไอน้ำผสมอยู
  การแบ่งชั้นบรรยากาศโดยใช้สมบัติทางอุตุนิยมวิทยาเป็นเกณฑ์
                      1.      บริเวณที่มีอิทธิพลของความฝืด อยู่สูงจากผิวโลกประมาณ 2 กิโลเมตร
         2.      โทรโพสเฟียร์ชั้นกลางและชั้นบน  อุณหภูมิชั้นนี้จะลดลงอย่างสม่ำเสมอตามระดับความสูงที่เพิ่มขึ้น
                       3.      โทรโพสเฟียร์ อยู่ระหว่างโทรโพสเฟียร์และสตราโทสเฟียร์
                     4.      สตราโตสเฟียร์  มีลักษณะอากาศเหมือนกับสตราโทสเฟียร์ที่แบ่งโดยใช้อุณหภูมิเป็นเกณฑ์
                      5.      บรรยากาศชั้นสูง เป็นชั้นที่อยู่เหนือสตราโตสเฟียร์ถึงขอบนอกสุดของบรรยากาศ
 ความหนาแน่นของอากาศ คือ อัตราส่วนระหว่างมวลกับปริมาตรของอากาศ        ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลต่างก้น อากาศจะมีความหนาแน่นต่างกันØ       เมื่อระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น ความหนาแน่นของอากาศจะลดลง Ø       ความหนาแน่นของอากาศจะเปลี่ยนแปลงตามมวลของอากาศ อากาศที่มวลน้อยจะมีความหนาแน่นน้อยØ       อากาศที่ผิวโลกมีความหนาแน่นมากว่าอากาศที่อยู่ระดับความสูงจากผิวโลกขึ้นไป เนื่องจากมีชั้นอากาศกดทับผิวโลกหนากว่าชั้นอื่นๆ และแรงดึงดูดของโลกที่มีต่อมวลสารใกล้ผิวโลก
ความดันของอากาศหรือความดันบรรยากาศ คือ ค่าแรงดันอากาศที่กระทำต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ที่รองรับแรงดันนั้นเครื่องมือวัดความดันอากาศ เรียกว่า บารอมิเตอร์เครื่องมือวัดความสูง เรียกว่า แอลติมิเตอร์
ความสัมพันธ์ระหว่างความดันอากาศกับระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล สรุปได้ดังนี้
1.       ที่ระดับน้ำทะเล ความดันอากาศปกติมีค่าเท่ากับความดันอากาศที่สามารถดันปรอทให้สูง 76 cm หรือ 760 mmหรือ 30 นิ้ว
2.       เมื่อระดับความสูงเพิ่มขึ้น ความกดของอากาศจะลดลงทุกๆ ระยะความสูง 11 เมตรระดับปรอทจะลดลง 1 มิลลิเมตร
3.       อุณหภูมิของอากาศ การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิตามความสูงในบรรยากาศชั้นนี้พบว่า โดยเฉลี่ยอุณหภูมิจะลดลงประมาณ 6.5 C
ความชื้นของอากาศ คือ ปริมาณไอน้ำที่ปะปนอยู่ในอากาศอากาศที่มีไอน้ำอยู่ในปริมาณเต็มที่ และจะรับไอน้ำอีกไม่ได้อีกแล้ว เรียกว่า อากาศอิ่มตัวØ       การบอกค่าความชื้นของอากาศ สามารถบอกได้ 2 วิธี คือ
1.        ความชื้นสัมบูรณ์ คือ อัตราส่วนระหว่างมวลของไอน้ำในอากาศกับปริมาตรของอากาศขณะนั้น
2.        ความชื้นสัมพันธ์ คือ ปริมาณเปรียบเทียบระหว่างมวลของไอน้ำที่มีอยู่จริงในอากาศขณะนั้นกับมวลของไอน้ำอิ่มตัว ที่อุณหภูมิและปริมาตรเดียวกัน มีหน่วยเป็นเปอร์เซ็นต์Ø       เครื่องมือวัดความชื้นสัมพัทธ์ เรียกว่า ไฮกรอมิเตอร์ ที่นิยมใช้มี 2 ชนิด คือ   ไฮกรอมิเตอร์แบบกระกระเปียกกระเปาะแห้ง  ไฮกรอมิเตอร์แบบเส้นผม